
การฉายแสงมะเร็งตับ เป็นแนวทางการรักษาที่แพทย์นำมาใช้เพื่อควบคุมและยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งตับ ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้หรือมีข้อจำกัดด้านการใช้เคมีบำบัด ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้อวัยวะสำคัญ หรืออื่น ๆ วันนี้เราจึงมีเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการฉายแสงมาบอกกันว่า มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง รวมถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมตัวก่อนเริ่มรักษา
ผลข้างเคียงของการฉายแสงมะเร็งตับ มีอะไรบ้าง มีอาการอย่างไร?
การฉายแสงมะเร็งตับ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้หลายอย่าง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ผลข้างเคียงในระยะสั้น ที่อาจเกิดขึ้นหลังฉายแสง และผลข้างเคียงในระยะยาว เกิดขึ้นหลังสิ้นสุดการรักษา
ผลข้างเคียงในระยะสั้น
- อ่อนเพลีย พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ฉายแสง โดยร่างกายจะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติแม้ไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก
- คลื่นไส้ อาเจียน เกิดจากการที่รังสีส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร
- เบื่ออาหาร อาการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบการย่อย รวมถึงภาวะทางอารมณ์
- ผิวหนังบริเวณฉายแสงมีการระคายเคือง เช่น แดง คัน หรือแห้งลอก คล้ายกับอาการไหม้แดด
- ปวดบริเวณช่องท้อง จากการอักเสบของตับหรือลำไส้รอบข้าง
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อภูมิคุ้มกันลดลงในช่วงหลังการฉายแสง
ผลข้างเคียงในระยะยาว
- การทำงานของตับลดลง รังสีอาจทำลายเซลล์ปกติของตับ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับลดลง
- โรคตับเรื้อรังหรือภาวะตับแข็ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคตับอยู่ก่อนแล้ว เช่น ไวรัสตับอักเสบ B หรือ C
- พังผืดในช่องท้อง ทำให้เกิดอาการแน่นท้องหรือปวดเรื้อรัง
- ผลกระทบต่ออวัยวะใกล้เคียง เช่น ไต ลำไส้ หรือกระเพาะอาหาร อาจมีการอักเสบหรือเสียหายจากรังสี
- ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ เช่น ท้องเสีย ท้องอืด หรือแสบท้อง ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบของลำไส้ที่ได้รับผลกระทบจากรังสี
ฉายแสงมะเร็งตับ อันตรายไหม?
ฉายแสงมะเร็งตับ แม้จะเป็นวิธีรักษาที่มีประโยชน์มากแต่ก็มีความเสี่ยงที่ไม่อาจละเลยได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหรือมีตับที่บอบบางอยู่แล้ว เพราะมีความเสี่ยงต่อภาวะตับล้มเหลวหรือตับวาย หากตับได้รับรังสีในปริมาณที่สูงเกินไป หรือตับมีสภาพอ่อนแอก่อนรักษา แต่ถึงอย่างไรการรักษาด้วยวิธีการฉายแสงก็ยังเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อย่างมีความปลอดภัย และเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง
การฉายแสงมะเร็งตับ เป็นทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรได้ทราบถึงผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น อ่อนเพลีย ผิวหนังระคายเคือง หรือภาวะตับเสื่อม เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมตัวได้ทัน ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การรักษาส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1 – 5 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคน และอาการจะฟื้นตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ
